วันที่ 4 สิงหาคม 2568 พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานบูรณาการการกำหนดยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค (Aviation Hub) ครั้งที่ 2/2568 ณ อาคารสำนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(AOB1) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานและบริษัทอุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน เข้าร่วมหารือแนวทางการส่งเสริมให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance, Repair and Overhaul – MRO) ในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะแผนการใช้พื้นที่ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งภายในและภายนอก ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งมีศักยภาพสูงในการพัฒนาให้เป็น ศูนย์ซ่อมอากาศยานแบบครบวงจร (Fully Integrated Aircraft Maintenance Center) รองรับทั้งการซ่อมแซมตัวเครื่อง เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนสำคัญ โดย AOT ได้ประเมินความต้องการและความเป็นไปได้ของโครงการ MRO ดังกล่าว และพบว่า ตลาด MRO มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนอากาศยานทั่วโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าภายใน 20 ปีข้างหน้า และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีสายการบินพาณิชย์หลายแห่งต้องการขยายขีดความสามารถในการซ่อมบำรุง โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) มีสัดส่วนเที่ยวบินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง 86.3% จึงเหมาะสมสำหรับการเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงทั้งอากาศยานลำตัวแคบ (Narrow-body) และลำตัวกว้าง (Wide-body)
ทั้งนี้ พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ได้เน้นย้ำบทบาทของ CAAT ในการส่งเสริมการยกระดับมาตรฐาน MRO ของประเทศให้เป็นไปตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) พร้อมสนับสนุนมาตรการเอื้อต่อการลงทุน อาทิ การออกใบรับรองหน่วยซ่อม (AMO Certificate) ซึ่งใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 6–12 เดือน การเร่งผลิตและรับรองบุคลากรภาคพื้นดินตามเกณฑ์ TCAR PEL Part 66 ที่ยังมีจำนวนน้อยในตลาด การสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์ซ่อม ซึ่งใช้เวลาสร้างประมาณ 1–2 ปี
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Aviation Hub ครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานที่สำคัญของโลกต่อไป




















