วันที่ 17 กันยายน 2569 พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ร่วมกล่าวเปิดงาน Indo-Pacific Aviation Security Technology Symposium พร้อมด้วย Mr. Sam Kwon, General Counsel, U.S. Trade and Development Agency (USTDA) และ Ms. Stephanie Metzger, Regional Director, U.S. Transportation Security Administration (TSA) ณ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานกำกับดูแลการบิน ผู้ดำเนินงานท่าอากาศยาน หน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัย ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมจากสหรัฐอเมริกา ประเทศไทย และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการรักษาความปลอดภัยการบิน
การจัดงานครั้งนี้มุ่งสร้างความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัยการบินที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ การพัฒนาเทคโนโลยี และความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างระบบทางกายภาพและระบบดิจิทัล โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และกรณีศึกษาที่สามารถนำไปปรับใช้กับการดำเนินงานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินได้อย่างเหมาะสม
พลอากาศเอก มนัทฯ กล่าวถึงแนวทางของ CAAT ว่า การรักษาความปลอดภัยการบินที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การกำกับดูแลที่เข้มแข็ง การนำมาตรการไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรฐานสากลถือเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการนำมาตรฐานเหล่านั้นมาปรับใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในการปฏิบัติงานจริง
ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ด้านการรักษาความปลอดภัยจำเป็นต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงเฉพาะประสิทธิภาพของเทคโนโลยี แต่ต้องครอบคลุมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร การทดสอบในการปฏิบัติงาน การบำรุงรักษา และการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เทคโนโลยีสามารถยกระดับการรักษาความปลอดภัยควบคู่กับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร
นอกจากนี้ แนวโน้มด้านการรักษาความปลอดภัยการบินยังมีความเชื่อมโยงกับประเด็นใหม่ ๆ มากขึ้น ทั้ง Cybersecurity, Data Protection, Digital Identity, Advanced Screening Technologies และ Unmanned Aircraft Systems (UAS) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ภาครัฐ ท่าอากาศยาน หน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัย ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
CAAT ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในฐานะกลไกสำคัญในการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยการบิน โดยเวทีครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี การเรียนรู้จากกรณีศึกษาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจริง ตลอดจนต่อยอดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างระบบการบินของประเทศไทยและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกให้มีความปลอดภัยและมีความพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านการรักษาความปลอดภัยการบินในอนาคต
นอกจากนี้ ก่อนการเปิดการสัมมนาดังกล่าว ผู้อำนวยการ CAAT ยังได้หารือร่วมกับ Mr. Sam Kwon, General Counsel, U.S. Trade and Development Agency (USTDA), Ms. Stephanie Metzger, Regional Director, U.S. Transportation Security Administration (TSA) และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมการเชื่อมโยงทางอากาศระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำระบบ U.S. Preclearance มาใช้ในประเทศไทย เพื่อรองรับการเดินทางด้วยเที่ยวบินตรง (Non-Stop) จากประเทศไทยไปยังสหรัฐอเมริกาในอนาคต
ระบบ U.S. Preclearance จะเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารดำเนินกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่สนามบินต้นทางก่อนออกเดินทาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางและลดขั้นตอนเมื่อเดินทางถึงสหรัฐอเมริกา โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบดังกล่าวในประเทศไทย ทั้งนี้ Ms. Stephanie Metzger ได้แสดงความสนใจและพร้อมสนับสนุนการประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากสามารถพัฒนาแนวทางดังกล่าวได้ในอนาคต จะช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางของผู้โดยสารจากภูมิภาคไปยังสหรัฐอเมริกา และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค












