cate banner caat

ภาคการบินของไทยผนึกกำลังขับเคลื่อน SAF

ความร่วมมือการใช้ SAF ผ่าน MOU

ภาคการบินของไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) โดยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ 8 สายการบินสัญชาติไทยประกอบด้วย การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส, เค-ไมล์, นกแอร์, ไทยแอร์เอเชีย, ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์,ไทย ไลอ้อนแอร์ และ ไทย เวียตเจ็ท เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สำหรับภาคการบินระหว่างประเทศ และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด

การใช้ SAF แบบสมัครใจ

สาระสำคัญของกรอบการดำเนินงานภายใต้ MOU มีดังนี้

(1) การใช้ SAF เป็นไปในลักษณะของความสมัครใจ

(2) สายการบินสามารถเลือกจัดหาและเติม SAF โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องผู้ผลิต (Supplier) หรือสนามบิน

(3) กำหนดเป้าหมายการใช้ SAF ในระยะแรกที่ร้อยละ 0.5–1 เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ใช้ในเส้นทางการบินระหว่างประเทศ* โดยจะมีการทบทวนและพิจารณาปรับเพิ่มเป้าหมายร่วมกันในระยะถัดไป

(4) การดำเนินการจะเริ่มตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป

ผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานสากล

การใช้ SAF ตามเป้าหมายที่วางไว้นี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการบินของไทยใน 2 ประเด็นคือ

(1) การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์: คาดว่าการเติม SAF ตามเป้าหมายของปี 2026 จะช่วยลดการปล่อย CO2 จากภาคการบินระหว่างประเทศได้ประมาณ 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

(2) การปฏิบัติตามมาตรการ CORSIA: ปริมาณ CO2 ที่ลดได้นี้จะช่วยลดภาระและความต้องการ CORSIA Eligible Emissions Units (CEEUs) เพื่อการชดเชยการปล่อยก๊าซฯ ภายใต้โครงการการชดเชยและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสำหรับภาคการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการตามพันธกรณี

ประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด Jet A-1 โดยกรมธุรกิจพลังงาน

ในปลายปี 2568 กรมธุรกิจพลังงาน ได้มีการประกาศใช้กฎหมายมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิง Jet A-1 โดยให้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินสามารถผสมกับ SAF ได้สูงสุดถึงร้อยละ 50 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมทั้งการผลิตและรองรับต่อการใช้ SAF ภายในประเทศ

รากฐานสู่นโยบายในอนาคต

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ มาตรการ และแนวทางเชิงนโยบาย ด้าน SAF ในระยะยาว ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และมาตรฐานสากลต่อไป

ความร่วมมือการใช้ SAF ผ่าน MOU

ภาคการบินของไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) โดยเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ 8 สายการบินสัญชาติไทยประกอบด้วย การบินไทย, บางกอกแอร์เวย์ส, เค-ไมล์, นกแอร์, ไทยแอร์เอเชีย, ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์,ไทย ไลอ้อนแอร์ และ ไทย เวียตเจ็ท เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สำหรับภาคการบินระหว่างประเทศ และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด

การใช้ SAF แบบสมัครใจ

สาระสำคัญของกรอบการดำเนินงานภายใต้ MOU มีดังนี้

(1) การใช้ SAF เป็นไปในลักษณะของความสมัครใจ

(2) สายการบินสามารถเลือกจัดหาและเติม SAF โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องผู้ผลิต (Supplier) หรือสนามบิน

(3) กำหนดเป้าหมายการใช้ SAF ในระยะแรกที่ร้อยละ 0.5–1 เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ใช้ในเส้นทางการบินระหว่างประเทศ* โดยจะมีการทบทวนและพิจารณาปรับเพิ่มเป้าหมายร่วมกันในระยะถัดไป

(4) การดำเนินการจะเริ่มตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป

ผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานสากล

การใช้ SAF ตามเป้าหมายที่วางไว้นี้จะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการบินของไทยใน 2 ประเด็นคือ

(1) การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์: คาดว่าการเติม SAF ตามเป้าหมายของปี 2026 จะช่วยลดการปล่อย CO2 จากภาคการบินระหว่างประเทศได้ประมาณ 60,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

(2) การปฏิบัติตามมาตรการ CORSIA: ปริมาณ CO2 ที่ลดได้นี้จะช่วยลดภาระและความต้องการ CORSIA Eligible Emissions Units (CEEUs) เพื่อการชดเชยการปล่อยก๊าซฯ ภายใต้โครงการการชดเชยและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนสำหรับภาคการบินระหว่างประเทศ (CORSIA) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการตามพันธกรณี

ประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด Jet A-1 โดยกรมธุรกิจพลังงาน

ในปลายปี 2568 กรมธุรกิจพลังงาน ได้มีการประกาศใช้กฎหมายมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิง Jet A-1 โดยให้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินสามารถผสมกับ SAF ได้สูงสุดถึงร้อยละ 50 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมทั้งการผลิตและรองรับต่อการใช้ SAF ภายในประเทศ

รากฐานสู่นโยบายในอนาคต

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นก้าวที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ มาตรการ และแนวทางเชิงนโยบาย ด้าน SAF ในระยะยาว ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และมาตรฐานสากลต่อไป

ก้าวแรกของประเทศไทย Page

เลือกภาษา

ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล